Home > NEWS ROOM >บริษัท เจ.เอส.วัฒนา จำกัด (มหาชน) รับมือวิกฤตเหล็กจีน ด้วยเหล็กเส้นคุณภาพ

บริษัท เจ.เอส.วัฒนา จำกัด (มหาชน) รับมือวิกฤตเหล็กจีน ด้วยเหล็กเส้นคุณภาพ

ดร. ดีอนันต์ บุญสิมะ

เจ.เอส.วัฒนา รับมือวิกฤตเหล็กจีน ด้วยเหล็กเส้นคุณภาพ เต็มมาตรฐาน

            “เหล็ก” วัสดุก่อสร้างหลักที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของการดำเนินงานก่อสร้างทุกโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างขนาดเล็ก จนกระทั่งถึงโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือแม้กระทั่งเมกะโปรเจกต์ที่เป็นโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ ล้วนแต่ต้องพึ่งพาเหล็กเป็นวัสดุก่อสร้างหลักแทบทั้งสิ้น ดังนั้น ผู้รับเหมาก่อสร้างจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการเลือกใช้เหล็กที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานรับรอง เพราะคุณภาพเหล็กที่เลือกใช้ย่อมสะท้อนถึงความมีคุณภาพของโครงการด้วยเช่นกัน

บริษัท เจ.เอส.วัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต ที่มุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ รองรับทุกความต้องการของลูกค้าด้วยการบริการที่เป็นเลิศมานานกว่า 14 ปี ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1 ล้านบาท โดยมีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 480,000 ตัน ต่อปี

 

ทำความรู้จัก เจ.เอส.วัฒนา

ผู้ผลิตเหล็กเส้นคุณภาพ เต็มมาตรฐาน

ดร. ดีอนันต์ บุญสิมะ กรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ.เอส.วัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท เจ.เอส.วัฒนา จำกัด (มหาชน) เริ่มก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ. 2544 ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต โดยมีโรงงานผลิตตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีนในจังหวัดสมุทรสาคร มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 480,000 ตัน/ปี ทำการผลิตเหล็กเส้นกลมชั้นคุณภาพ SR24 ขนาดตั้งแต่ 6-34 มม. และเหล็กข้ออ้อยชั้นคุณภาพ SD30, SD40 และ SD50 ขนาดตั้งแต่ 6-40 มม. มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และศูนย์กระจายสินค้าในจังหวัดสำคัญต่างๆ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น อุดรธานี สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และ ภูเก็ต ซึ่งครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วในการส่งมอบสินค้า และลดภาระในการจัดเก็บสินค้าของลูกค้า

บริษัทฯ ได้ใส่ใจและพิถีพิถันในทุกขั้นตอนการผลิต โดยมีกระบวนการผลิตที่ทันสมัย และเน้นการตรวจสอบคุณภาพอย่างเคร่งครัด ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ของบริษัทภายใต้เครื่องหมายการค้าอักษรย่อ "จส" และ "JS" จึงได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 20-2543 และ มอก. 24-2548

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ดำเนินงานภายใต้นโยบายคุณภาพอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพ ISO 9001 ที่สำคัญบริษัทฯ ยังเป็นโรงงานผลิตเหล็กเส้นเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่นำถ่านหินมาใช้เป็นเชื้อเพลิง เพื่อทดแทนการใช้พลังงานจากน้ำมันเตา ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมาก อีกทั้งมีกระบวนการผลิตที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรวม ส่งผลให้บริษัทได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 อีกด้วย”

 

กระบวนการผลิตมีคุณภาพ ตามมาตรฐาน

เพื่อความปลอดภัยผู้บริโภค

ดร. ดีอนันต์ กล่าวต่อไปว่า โรงงานผลิตเหล็กเส้นของบริษัทฯ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 480,000 ตันต่อปี ใช้วัตถุดิบได้ถึงขนาดหน้าตัด 150 มม. ยาว 12 เมตร ผลิตเหล็กเส้น ตั้งแต่ 6 มิลลิเมตร ถึง 40 มม. บริษัทฯ พิถีพิถันในทุกขั้นตอนการผลิตโดยมีกระบวนการผลิตที่ทันสมัยและ มีการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการผลิตจะมีคุณภาพตรงตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 20-2543 และ มอก. 24-2548 ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ติดตั้งเครื่อง Gasifier ภายในโรงงานผลิตเหล็กเส้น และนำถ่านหินมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนการใช้พลังงานจากน้ำมันเตา ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมีท่าเรือเพื่อขนส่งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ ทำให้เกิดความสะดวกสบายในการขนส่ง และประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งยังให้บริการท่าเรือและรับจ้างขนส่งแก่บริษัทอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย

 บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ ในราคาต้นทุนที่ต่ำ ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้มีการปรับปรุงขั้นตอนการผลิตและควบคุมคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ทำให้สินค้าของบริษัทฯ ได้รับการรับรองตามมาตรฐานอุตสาหกรรม และมาตรฐาน ISO 9001 ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังใช้นโยบายการขายในลักษณะที่เป็นพันธมิตรกับซัพพลายเออร์และลูกค้า เพื่อสร้างฐานลูกค้าเดิมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมกับขยายฐานลูกค้าใหม่แบบพันธมิตรทางการค้า”

 

ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มมูลค่า

สำหรับขั้นตอนการผลิตเหล็กเส้นจะเริ่มตั้งแต่การเตรียมแท่งเหล็กเพื่อนำเข้าเตาอบด้วยอุณหภูมิ 1,200 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นจึงผ่านเข้าสู่กระบวนการรีดหยาบ รีดปานกลาง และรีดครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการตัดและทำให้เย็น แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการทำให้เป็นเหล็กตรงหรือเหล็กพับ ก่อนที่จะจัดส่งให้ลูกค้าต่อไป                                                 

ดร. ดีอนันต์ ได้กล่าวถึงเทคโนโลยีการผลิตเหล็กในปัจจุบันว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตเหล็กไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วนัก เพราะกระบวนการผลิตมุ่งเน้นคุณภาพเป็นหลัก เทคโนโลยีหลักที่บริษัทฯ ได้นำมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มมูลค่า ทำให้เหล็กเส้นที่ผลิตมีคุณภาพสูงขึ้น จาก SD30 เป็น SD40 และจาก SD40 เป็น SD50 ตามความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งคาดว่าเหล็กเส้น SD50 จะมีความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต เช่นเดียวกับที่เหล็กเส้น SD40 ได้รับความนิยมใช้อย่างแพร่หลายมากกว่าเหล็กเส้น SD30 ในอดีต

 

ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน

เน้นการผลิตที่มี Economy of Scale

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจนั้นในระยะสั้น บริษัทฯ มุ่งเน้นตลาดโครงการขนาดใหญ่ ที่มีความต้องการใช้เหล็กเส้นมาตรฐาน SD40 เป็นหลัก ขณะที่แผนระยะยาวนั้นมุ่งเน้นการขยายสาขาเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน 9 สาขา พร้อมทั้งวางแผนขยายตลาดไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วย รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะเปิดอย่างสมบูรณ์ในปี 2558 โดยอยู่ระหว่างการศึกษาโอกาสและความท้าทายในการรุกขยายฐานการผลิตที่ประเทศพม่า หากพบว่ามีการตอบรับทางการตลาดที่ดี เนื่องจากบริษัทฯ มีพันธมิตรทางการค้าและผู้แทนจำหน่ายที่มีการส่งออกอยู่บ้างแล้วที่ผ่านมา

ดร. ดีอนันต์ กล่าวถึงเป้าหมายทางการตลาดของบริษัทฯ ว่า ในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 20% บริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะเพิ่มรายได้จากการขยายส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มลูกค้าใหม่ และรักษาฐานลูกค้าเดิม พร้อมทั้งเพิ่มสายการผลิตสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น ลดต้นทุนการผลิตด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ได้กำลังการผลิตที่มี Economy of Scale โดยในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายประมาณ 162,000 ตันต่อปี

 

รับมือวิกฤตเหล็กจีน เน้นแข่งขันด้วยคุณภาพมากกว่าราคา

ทั้งนี้ สถานการณ์การนำเข้าเหล็กและการบริโภคเหล็กจากประเทศจีนมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การบริโภคเหล็กที่ผลิตภายในประเทศกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งต้องยอมรับว่าโรงงานเหล็กในประเทศจีนส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่มีความสามารถในการผลิตสูง สามารถผลิตเหล็กได้มากกว่า 30 ล้านตันต่อปี ในขณะที่ผู้ผลิตเหล็ก ในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่มีขนาดเล็กกว่า ทำให้ความสามารถในการผลิตน้อยกว่า ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยของผู้ประกอบการไทยจึงสูงกว่าผู้ผลิตจีนค่อนข้างมาก ดังนั้น ผู้ผลิตเหล็กในประเทศต้องเน้นการแข่งขันด้านคุณภาพมากกว่าราคา

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ผลิตเหล็กจากประเทศจีนหลบเลี่ยงภาษีนำเข้า 5% ด้วยการส่งออกเหล็กเจือสารโบรอน0.08% เพื่อให้เหล็กมีความแข็งแกร่ง ผ่านคุณสมบัติที่จะเป็นเหล็กกล้าผสม (Alloy Steel) สามารถใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งถือเป็นการเจือสารที่จงใจหลบเลี่ยงภาษีอย่างเห็นได้ชัด ทั้งๆ ที่รัฐบาลจีนเองก็มีนโยบายสนับสนุนผู้ส่งออกด้วยการคืนภาษีให้ผู้ประกอบการที่ส่งออกอยู่แล้ว ขณะที่เหล็กรีดร้อนธรรมดาที่ไม่มีการเจือสารใดๆ ต้องเสียภาษี 5% ตามกฏ Most Favored Nations (MFN) ของสมาชิก WTO เป็นผลกระทบจากการนำเข้าเหล็กเส้นที่ไม่เป็นธรรม ทำให้ตลาดมีการแข่งขันด้านราคา

 

 “ผู้ประกอบการเหล็กในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเผชิญการตีตลาดจากประเทศจีน เหล็กมีแนวโน้มที่จะล้นตลาด อาจทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่ไม่เป็นธรรม ประกอบกับเศรษฐกิจในประเทศจีน ทั้งในภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการผลิตมีแนวโน้มการฟื้นตัว ดังนั้น ผู้ผลิตเหล็กในประเทศไทยจึงควรมีการรวมตัว เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอความอนุเคราะห์ปกป้องผู้ผลิตเหล็กที่ได้รับผลกระทบจากผู้ผลิตเหล็กในประเทศจีน ให้ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งยังคงต้องจับตาดูว่าสถานการณ์ธุรกิจการผลิตเหล็กในปัจจุบันว่าจะฝ่าวิกฤตสงครามราคาไปได้อย่างไร ดร. ดีอนันต์ กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันธุรกิจของบริษัทฯ ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งคุณภาพของสินค้าและการบริการ ผลิตภัณฑ์และการบริการต่างๆ ส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและแพร่หลาย ดังนั้น ก้าวต่อไปของบริษัทฯ คือ การก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจจัดจำหน่ายเหล็กเส้นของประเทศไทย และมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพในธุรกิจที่ดำเนินอยู่ให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป